• หน้าแรก
  • บทความ/สื่อ
  • แค่ปรับเปลี่ยนสภาพแวดล้อมในที่ทำงาน ก็มีส่วนช่วยให้พนักงานในองค์กรสุขภาพดีขึ้นได้
แค่ปรับเปลี่ยนสภาพแวดล้อมในที่ทำงาน ก็มีส่วนช่วยให้พนักงานในองค์กรสุขภาพดีขึ้นได้

แค่ปรับเปลี่ยนสภาพแวดล้อมในที่ทำงาน ก็มีส่วนช่วยให้พนักงานในองค์กรสุขภาพดีขึ้นได้

30 มิ.ย. 2569   ผู้เข้าชม 8

แม้ว่าการแพทย์ในยุคปัจจุบันจะก้าวหน้าไปมาก เราสามารถลดอัตราการเสียชีวิตจากการเจ็บป่วยได้ดีขึ้นมาก เมื่อเปรียบเทียบกับเพียง 1 ทศวรรษก่อนหน้านี้ อย่างไรก็ดี สิ่งหนึ่งที่ต้องคำนึงถึงในการดูแลสุขภาพของประชากรโลก และเริ่มกลายมาเป็นประเด็นหลักในปัจจุบันคือ คุณภาพชีวิต เพราะแนวโน้มของคนในยุคนี้มีอายุยืนกันมากขึ้น แต่กลายเป็นอายุยืนอย่างไม่มีคุณภาพ เพราะคุณภาพชีวิตถดถอยลง มีการเจ็บป่วยที่ส่งผลต่อการลดคุณภาพชีวิตมากขึ้น เช่น เดินเหินไม่สะดวกเหมือนก่อน มีข้อจำกัดในการเคลื่อนไหว มีปัจจัยทางสุขภาพที่เป็นข้อจำกัดในการทำกิจกรรมต่าง ๆ ซึ่งหากพิจารณาแล้ว สิ่งเหล่านี้สามารถป้องกันหรือชะลอออกไปได้ ด้วยการทำให้สุขภาพดีสะสมเอาไว้เป็นเสมือนต้นทุน ตั้งแต่วัยรุ่นหรือวัยทำงาน จึงพูดได้เต็มปากมากขึ้นว่า กลยุทธ์ในการดูแลสุขภาพของวัยทำงานก็เป็นเสมือนการเริ่มสวมเกราะป้องกันการเจ็บป่วย โดยเฉพาะจากโรค NCDs หรือโรคไม่ติดต่อเรื้อรังเมื่ออายุมากขึ้นได้

เนื่องด้วยยุคนี้ เราสามารถพูดได้อย่างเต็มปากว่า พื้นที่ทำงานเริ่มกลายเป็นตัวกำหนดพฤติกรรมสุขภาพมากขึ้น เพราะกว่าสองในสามของช่วงชีวิตคนเราคือวัยทำงาน และการมีพฤติกรรมต่าง ๆ ทั้งที่ทำลายสุขภาพหรือสร้างเสริมสุขภาพก็อยู่ในช่วงวัยทำงานนี้เช่นกัน หากวัยทำงานมีปัจจัยในการรักษาสุขภาพที่ดี ใช้ชีวิตอย่างสมดุล ทั้งการกินอาหารอย่างเหมาะสม ออกกำลังกายหรือมีกิจวัตรที่กระฉับกระเฉง ตรวจสุขภาพเป็นประจำ เราย่อมมีการวางแผนเพื่อดูแลสุขภาพได้ในระยะยาว และได้รับผลกระทบจากการเจ็บป่วยโดยเฉพาะโรค NCDs ที่ลดลง ซึ่งเดิมที การดูแลสุขภาพเป็นกิจกรรมที่อยู่ในระดับ “ปัจเจกบุคคล” หรือถ้าพูดให้ง่ายคือ เป็นเรื่องของใครของมัน ใครใคร่จะปฏิบัติก็ทำ ใครละเลยก็ปล่อยเขาไป แต่ด้วยผลกระทบจากการมีอุบัติการณ์ของ NCDs ที่สูงขึ้นนี้ ทั้งหน่วยงานรัฐ องค์กรแพทย์และสาธารณสุขต่าง ๆ ต้องหันมาดำเนินกลยุทธ์เชิงรุกมากขึ้น ที่จะเข้ามาดูแลสุขภาพของคนที่ยังไม่อยู่ในระยะเจ็บป่วยให้มีสุขภาพดี และชะลอการเจ็บป่วยออกไปช้าลง แนวทางหนึ่งที่สามารถดำเนินการเพื่อช่วยส่งเสริมพฤติกรรมสุขภาพของคนวัยทำงาน ก็คือ แนวทางการพัฒนาองค์กรไปสู่การเป็น “องค์กรสุขภาพดี” (Healthy Organization)

แนวทาง Healthy organization ถูกพัฒนาขึ้นภายใต้แนวคิดของเครือข่ายคนไทยไร้พุง ราชวิทยาลัยอายุรแพทย์แห่งประเทศไทย เพื่อมุ่งหมายที่จะพัฒนาการคุณภาพชีวิตของวัยทำงานและชะลอการเกิดโรค NCDs และความน่าสนใจคือ แนวคิดนี้มีหลักฐานจากงานวิจัยมากมายรองรับ และเริ่มมีแนวทางปฏิบัติสำหรับองค์กรที่ต้องการใช้ “สิ่งแวดล้อมด้านอาหาร (food environment)” เป็นเครื่องมือเสริมสร้างสุขภาพและประสิทธิภาพการทำงานของพนักงาน เพราะคนวัยทำงานใช้เวลาที่ตื่นอยู่มากกว่าหนึ่งในสามของชีวิตอยู่ในที่ทำงาน และในช่วงเวลาดังกล่าว สิ่งแวดล้อมรอบข้างไม่ว่าจะเป็นอาหารที่วางอยู่บนโต๊ะ ตัวเลือกในโรงอาหาร หรือของว่างและขนมในตู้อัตโนมัติ ล้วนส่งแรงกดดันเงียบ ๆ ต่อบริโภคนิสัยตลอดทั้งวัน ซึ่งงานวิจัยชี้ชัดว่าการออกแบบ food environment ในที่ทำงานให้เอื้อต่อการเลือกอาหารที่ดีต่อสุขภาพ ไม่เพียงส่งผลต่อสุขภาพร่างกายของพนักงาน แต่ยังสะท้อนกลับมาเป็น work outcome ที่วัดได้ด้วย จะเห็นได้จากงานวิจัยต่าง ๆ ที่ยกมาอธิบายประกอบควบคู่กันในบทความนี้

งานศึกษาด้านผลการเปลี่ยนแปลงสิ่งแวดล้อมทางอาหารในที่ทำงานต่อพฤติกรรมการบริโภคของพนักงาน

มีงานวิจัยในหลายระดับ ที่เก็บผลจากการเปลี่ยนแปลงสภาพแวดล้อมในที่ทำงาน โดยเฉพาะปัจจัยที่เกี่ยวกับการรับประทานอาหารหรือการเลือกอาหาร หนึ่งในงานหนึ่งที่สรุปผลได้น่าสนใจคือ งาน Systematic Review โดย Naicker et al. (2021) ซึ่งเก็บข้อมูลส่วนใหญ่จากการปรับสภาพแวดล้อมในที่ทำงานของพื้นที่สหรัฐอเมริกาและแถบยุโรป มีประเด็นที่น่าสนใจดังนี้

  • การปรับเปลี่ยนองค์ประกอบต่าง ๆ ภายในโรงอาหารของที่ทำงานร่วมกับองค์ประกอบหลายด้าน ส่งผลให้พนักงานบริโภคผักและผลไม้เพิ่มขึ้น มีพฤติกรรมการบริโภคโดยรวมดีขึ้น และมีผลลัพธ์สุขภาพที่ดีขึ้น

  • การรวมเอาการปรับสิ่งแวดล้อมร่วมกับการให้ความรู้พนักงานในองค์กร เป็นการจัดการที่ถือว่ามีความจำเป็น และส่งผลให้โครงการหรือการปรับภูมิทัศน์ในที่ทำงานเพื่อสุขภาพมีประสิทธิภาพมากขึ้น

  • จากการวิเคราะห์ พบว่า 16 จาก 18 งานวิจัยที่ศึกษาปริมาณการบริโภคผักและผลไม้ พบว่ามีปริมาณการบริโภคเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ ซึ่งใน 16 งานวิจัยนี้ มีทั้งหมด 8 การศึกษาที่เพิ่มปริมาณการบริโภคผักและผลไม้เพิ่มขึ้นวันละ 1-3 หน่วยบริโภคหลังจากการปรับเปลี่ยนสภาพแวดล้อม

  • จากการวิเคราะห์ตัวชี้วัดทางสุขภาพ มีประเด็นที่น่าสนใจคือ

    • ความดันโลหิต จาก 7 งานวิจัยที่ศึกษาเปรียบเทียบระดับความดันโลหิตของพนักงาน พบว่า 4 งานวิจัยสรุปผลไว้ว่า ค่าความดันโลหิตทั้ง Systolic และ diastolic ต่างก็ลดลงอย่างมีนัยสำคัญ

    • ดัชนีมวลกาย จาก 10 งานวิจัยที่ศึกษาค่า BMI หรือดัชนีมวลกายของพนักงาน พบว่า 5 งานวิจัยรายงานผลการลดลงของ BMI อย่างมีนัยสำคัญ

    • น้ำหนักตัว มีงานวิจัย 9 ชิ้นที่รายงานน้ำหนักตัวของพนักงานลดลงอย่างมีนัยสำคัญ

    • รอบเอว จากงานศึกษาที่ติดตามรอบเอวทั้งหมด 6 ชิ้น พบว่ามี 3 งานศึกษาที่รายงานว่ารอบเอวของพนักงานลดลงอย่างมีนัยสำคัญ

    • ค่าไขมันในเลือด มีงานวิจัย 7 ชิ้นที่ติดตามระดับไขมันในเลือดและพบว่า 3 งานวิจัยรายงานผลการลดลงของระดับ LDL มากกว่า 10 mg/dL

  • อีกส่วนหนึ่งคือ จากการวิเคราะห์ปริมาณสารอาหารที่บริโภคของพนักงานที่ถูกติดตามผล พบสิ่งที่น่าสนใจดังนี้

    • ปริมาณไขมันที่บริโภคลดลง

    • ปริมาณการบริโภคไขมันอิ่มตัวลดลง

    • งานวิจัย 8 ชิ้นรายงานว่า ปริมาณการได้รับใยอาหารเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ

จะเห็นได้ว่า จากการวิเคราะห์แบบ Meta-analysis นี้ มีงานวิจัยที่รวบรวมเอาผลการเปลี่ยนแปลงสภาพแวดล้อมในที่ทำงานแล้ว ส่งผลในแง่บวกต่อพฤติกรรมการบริโภคอาหารของพนักงานและผลชี้วัดด้านสุขภาพ

อีกการศึกษาหนึ่ง โดย Geaney et al. (2016). ได้ทดลองในกลุ่มพนักงานโรงงานจำนวนทั้งหมด 541 คน พบว่าการผสมผสานระหว่างการปรับสิ่งแวดล้อมด้านการบริโภคอาหาร ควบคู่ไปกับการให้ความรู้ด้านโภชนาการช่วยลดการบริโภคเกลือ (โซเดียม) และไขมันอิ่มตัว รวมถึงลด BMI ลงได้ในระยะการติดตามผล 7–9 เดือน

การเปลี่ยนแปลงสภาพแวดล้อมและสิ่งที่อยู่ภายในที่ทำงาน เพื่อหวังผลต่อการเปลี่ยนแปลงของพฤติกรรมพนักงานในองค์กรนั้น มีแนวทางในการเลือกทำที่หลากหลาย หนึ่งในวิธีที่ได้รับความนิยมและค่อนข้างมีงานวิจัยรองรับด้านประสิทธิภาพคือ การ Nudging พฤติกรรมของพนักงาน ซึ่งจากงานวิจัยของ Velema et al. (2018) ซึ่งเป็นการศึกษาแบบ Randomized Controlled Trial โดยมีการใช้ nudging strategies ในโรงอาหาร 30 แห่งในเนเธอร์แลนด์ ผ่านการจัดวางตำแหน่งอาหาร การปรับสัดส่วนอาหารให้ดีต่อสุขภาพ และการติดป้ายข้อมูลโภชนาการ พบว่าส่งผลให้พนักงานเลือกอาหารที่มีคุณภาพสูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ และส่งผลต่อสุขภาพได้ในระยะยาว

จะเห็นได้ว่า การเปลี่ยนแปลงสภาพแวดล้อมในที่ทำงาน สามารถส่งผลต่อการเปลี่ยนแปลงของพฤติกรรมพนักงานได้จริง และมีผลต่อสุขภาพในระยะยาว ซึ่งแนวทางปฏิบัติเหล่านี้ มีมากมายที่สามารถนำไปปรับใช้ให้เข้ากับบริบทแต่ละสถานที่ทำงานได้ ซึ่งโอกาสหน้าผู้เขียนจะบอกเล่าถึงแนวทางในการปรับเปลี่ยนจากสภาพแวดล้อมจริงและสามารถนำไปประยุกต์ใช้ได้ให้เข้ากับสถานที่ทำงานแต่ละท่าน


พศิษฐ์ คณาศิริชัยนนท์ นักกำหนดอาหารวิชาชีพ วิทยากรโภชนาการ เครือข่ายคนไทยไร้พุง


อ้างอิง

  • Naicker A, Shrestha A, Joshi C, Willett W, Spiegelman D. Workplace cafeteria and other multicomponent interventions to promote healthy eating among adults. Prev Med Rep. 2021;22:101333.

  • Geaney F, Scotto Di Marrazzo J, Kelly C, et al. The effects of a complex workplace dietary intervention on workers' dietary intakes, nutrition knowledge and health status. Prev Med. 2016;89:76-83.

  • Velema E, Vyth EL, Hoekstra T, Steenhuis IH. Nudging and social marketing techniques encourage employees to make healthier food choices. Am J Clin Nutr. 2018;107(2):236-246.


บทความ/สื่อที่เกี่ยวข้อง

บอกต่อโปรฯ ดี ๆ กินเจปีนี้ สบายใจไร้พุง
14 ต.ค. 2566

บอกต่อโปรฯ ดี ๆ กินเจปีนี้ สบายใจไร้พุง

บทความอาหาร
บอกต่อเคล็ดลับการใช้น้ำมันหอย ใช้แต่น้อย อร่อยแบบสุขภาพดี
22 ส.ค. 2566

บอกต่อเคล็ดลับการใช้น้ำมันหอย ใช้แต่น้อย อร่อยแบบสุขภาพดี

บทความอาหาร