แม้ว่าการแพทย์ในยุคปัจจุบันจะก้าวหน้าไปมาก เราสามารถลดอัตราการเสียชีวิตจากการเจ็บป่วยได้ดีขึ้นมาก เมื่อเปรียบเทียบกับเพียง 1 ทศวรรษก่อนหน้านี้ อย่างไรก็ดี สิ่งหนึ่งที่ต้องคำนึงถึงในการดูแลสุขภาพของประชากรโลก และเริ่มกลายมาเป็นประเด็นหลักในปัจจุบันคือ คุณภาพชีวิต เพราะแนวโน้มของคนในยุคนี้มีอายุยืนกันมากขึ้น แต่กลายเป็นอายุยืนอย่างไม่มีคุณภาพ เพราะคุณภาพชีวิตถดถอยลง มีการเจ็บป่วยที่ส่งผลต่อการลดคุณภาพชีวิตมากขึ้น เช่น เดินเหินไม่สะดวกเหมือนก่อน มีข้อจำกัดในการเคลื่อนไหว มีปัจจัยทางสุขภาพที่เป็นข้อจำกัดในการทำกิจกรรมต่าง ๆ ซึ่งหากพิจารณาแล้ว สิ่งเหล่านี้สามารถป้องกันหรือชะลอออกไปได้ ด้วยการทำให้สุขภาพดีสะสมเอาไว้เป็นเสมือนต้นทุน ตั้งแต่วัยรุ่นหรือวัยทำงาน จึงพูดได้เต็มปากมากขึ้นว่า กลยุทธ์ในการดูแลสุขภาพของวัยทำงานก็เป็นเสมือนการเริ่มสวมเกราะป้องกันการเจ็บป่วย โดยเฉพาะจากโรค NCDs หรือโรคไม่ติดต่อเรื้อรังเมื่ออายุมากขึ้นได้
เนื่องด้วยยุคนี้ เราสามารถพูดได้อย่างเต็มปากว่า พื้นที่ทำงานเริ่มกลายเป็นตัวกำหนดพฤติกรรมสุขภาพมากขึ้น เพราะกว่าสองในสามของช่วงชีวิตคนเราคือวัยทำงาน และการมีพฤติกรรมต่าง ๆ ทั้งที่ทำลายสุขภาพหรือสร้างเสริมสุขภาพก็อยู่ในช่วงวัยทำงานนี้เช่นกัน หากวัยทำงานมีปัจจัยในการรักษาสุขภาพที่ดี ใช้ชีวิตอย่างสมดุล ทั้งการกินอาหารอย่างเหมาะสม ออกกำลังกายหรือมีกิจวัตรที่กระฉับกระเฉง ตรวจสุขภาพเป็นประจำ เราย่อมมีการวางแผนเพื่อดูแลสุขภาพได้ในระยะยาว และได้รับผลกระทบจากการเจ็บป่วยโดยเฉพาะโรค NCDs ที่ลดลง ซึ่งเดิมที การดูแลสุขภาพเป็นกิจกรรมที่อยู่ในระดับ “ปัจเจกบุคคล” หรือถ้าพูดให้ง่ายคือ เป็นเรื่องของใครของมัน ใครใคร่จะปฏิบัติก็ทำ ใครละเลยก็ปล่อยเขาไป แต่ด้วยผลกระทบจากการมีอุบัติการณ์ของ NCDs ที่สูงขึ้นนี้ ทั้งหน่วยงานรัฐ องค์กรแพทย์และสาธารณสุขต่าง ๆ ต้องหันมาดำเนินกลยุทธ์เชิงรุกมากขึ้น ที่จะเข้ามาดูแลสุขภาพของคนที่ยังไม่อยู่ในระยะเจ็บป่วยให้มีสุขภาพดี และชะลอการเจ็บป่วยออกไปช้าลง แนวทางหนึ่งที่สามารถดำเนินการเพื่อช่วยส่งเสริมพฤติกรรมสุขภาพของคนวัยทำงาน ก็คือ แนวทางการพัฒนาองค์กรไปสู่การเป็น “องค์กรสุขภาพดี” (Healthy Organization)
แนวทาง Healthy organization ถูกพัฒนาขึ้นภายใต้แนวคิดของเครือข่ายคนไทยไร้พุง ราชวิทยาลัยอายุรแพทย์แห่งประเทศไทย เพื่อมุ่งหมายที่จะพัฒนาการคุณภาพชีวิตของวัยทำงานและชะลอการเกิดโรค NCDs และความน่าสนใจคือ แนวคิดนี้มีหลักฐานจากงานวิจัยมากมายรองรับ และเริ่มมีแนวทางปฏิบัติสำหรับองค์กรที่ต้องการใช้ “สิ่งแวดล้อมด้านอาหาร (food environment)” เป็นเครื่องมือเสริมสร้างสุขภาพและประสิทธิภาพการทำงานของพนักงาน เพราะคนวัยทำงานใช้เวลาที่ตื่นอยู่มากกว่าหนึ่งในสามของชีวิตอยู่ในที่ทำงาน และในช่วงเวลาดังกล่าว สิ่งแวดล้อมรอบข้างไม่ว่าจะเป็นอาหารที่วางอยู่บนโต๊ะ ตัวเลือกในโรงอาหาร หรือของว่างและขนมในตู้อัตโนมัติ ล้วนส่งแรงกดดันเงียบ ๆ ต่อบริโภคนิสัยตลอดทั้งวัน ซึ่งงานวิจัยชี้ชัดว่าการออกแบบ food environment ในที่ทำงานให้เอื้อต่อการเลือกอาหารที่ดีต่อสุขภาพ ไม่เพียงส่งผลต่อสุขภาพร่างกายของพนักงาน แต่ยังสะท้อนกลับมาเป็น work outcome ที่วัดได้ด้วย จะเห็นได้จากงานวิจัยต่าง ๆ ที่ยกมาอธิบายประกอบควบคู่กันในบทความนี้
งานศึกษาด้านผลการเปลี่ยนแปลงสิ่งแวดล้อมทางอาหารในที่ทำงานต่อพฤติกรรมการบริโภคของพนักงาน
มีงานวิจัยในหลายระดับ ที่เก็บผลจากการเปลี่ยนแปลงสภาพแวดล้อมในที่ทำงาน โดยเฉพาะปัจจัยที่เกี่ยวกับการรับประทานอาหารหรือการเลือกอาหาร หนึ่งในงานหนึ่งที่สรุปผลได้น่าสนใจคือ งาน Systematic Review โดย Naicker et al. (2021) ซึ่งเก็บข้อมูลส่วนใหญ่จากการปรับสภาพแวดล้อมในที่ทำงานของพื้นที่สหรัฐอเมริกาและแถบยุโรป มีประเด็นที่น่าสนใจดังนี้
การปรับเปลี่ยนองค์ประกอบต่าง ๆ ภายในโรงอาหารของที่ทำงานร่วมกับองค์ประกอบหลายด้าน ส่งผลให้พนักงานบริโภคผักและผลไม้เพิ่มขึ้น มีพฤติกรรมการบริโภคโดยรวมดีขึ้น และมีผลลัพธ์สุขภาพที่ดีขึ้น
การรวมเอาการปรับสิ่งแวดล้อมร่วมกับการให้ความรู้พนักงานในองค์กร เป็นการจัดการที่ถือว่ามีความจำเป็น และส่งผลให้โครงการหรือการปรับภูมิทัศน์ในที่ทำงานเพื่อสุขภาพมีประสิทธิภาพมากขึ้น
จากการวิเคราะห์ พบว่า 16 จาก 18 งานวิจัยที่ศึกษาปริมาณการบริโภคผักและผลไม้ พบว่ามีปริมาณการบริโภคเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ ซึ่งใน 16 งานวิจัยนี้ มีทั้งหมด 8 การศึกษาที่เพิ่มปริมาณการบริโภคผักและผลไม้เพิ่มขึ้นวันละ 1-3 หน่วยบริโภคหลังจากการปรับเปลี่ยนสภาพแวดล้อม
จากการวิเคราะห์ตัวชี้วัดทางสุขภาพ มีประเด็นที่น่าสนใจคือ
ความดันโลหิต จาก 7 งานวิจัยที่ศึกษาเปรียบเทียบระดับความดันโลหิตของพนักงาน พบว่า 4 งานวิจัยสรุปผลไว้ว่า ค่าความดันโลหิตทั้ง Systolic และ diastolic ต่างก็ลดลงอย่างมีนัยสำคัญ
ดัชนีมวลกาย จาก 10 งานวิจัยที่ศึกษาค่า BMI หรือดัชนีมวลกายของพนักงาน พบว่า 5 งานวิจัยรายงานผลการลดลงของ BMI อย่างมีนัยสำคัญ
น้ำหนักตัว มีงานวิจัย 9 ชิ้นที่รายงานน้ำหนักตัวของพนักงานลดลงอย่างมีนัยสำคัญ
รอบเอว จากงานศึกษาที่ติดตามรอบเอวทั้งหมด 6 ชิ้น พบว่ามี 3 งานศึกษาที่รายงานว่ารอบเอวของพนักงานลดลงอย่างมีนัยสำคัญ
ค่าไขมันในเลือด มีงานวิจัย 7 ชิ้นที่ติดตามระดับไขมันในเลือดและพบว่า 3 งานวิจัยรายงานผลการลดลงของระดับ LDL มากกว่า 10 mg/dL
อีกส่วนหนึ่งคือ จากการวิเคราะห์ปริมาณสารอาหารที่บริโภคของพนักงานที่ถูกติดตามผล พบสิ่งที่น่าสนใจดังนี้
ปริมาณไขมันที่บริโภคลดลง
ปริมาณการบริโภคไขมันอิ่มตัวลดลง
งานวิจัย 8 ชิ้นรายงานว่า ปริมาณการได้รับใยอาหารเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ
จะเห็นได้ว่า จากการวิเคราะห์แบบ Meta-analysis นี้ มีงานวิจัยที่รวบรวมเอาผลการเปลี่ยนแปลงสภาพแวดล้อมในที่ทำงานแล้ว ส่งผลในแง่บวกต่อพฤติกรรมการบริโภคอาหารของพนักงานและผลชี้วัดด้านสุขภาพ
อีกการศึกษาหนึ่ง โดย Geaney et al. (2016). ได้ทดลองในกลุ่มพนักงานโรงงานจำนวนทั้งหมด 541 คน พบว่าการผสมผสานระหว่างการปรับสิ่งแวดล้อมด้านการบริโภคอาหาร ควบคู่ไปกับการให้ความรู้ด้านโภชนาการช่วยลดการบริโภคเกลือ (โซเดียม) และไขมันอิ่มตัว รวมถึงลด BMI ลงได้ในระยะการติดตามผล 7–9 เดือน
การเปลี่ยนแปลงสภาพแวดล้อมและสิ่งที่อยู่ภายในที่ทำงาน เพื่อหวังผลต่อการเปลี่ยนแปลงของพฤติกรรมพนักงานในองค์กรนั้น มีแนวทางในการเลือกทำที่หลากหลาย หนึ่งในวิธีที่ได้รับความนิยมและค่อนข้างมีงานวิจัยรองรับด้านประสิทธิภาพคือ การ Nudging พฤติกรรมของพนักงาน ซึ่งจากงานวิจัยของ Velema et al. (2018) ซึ่งเป็นการศึกษาแบบ Randomized Controlled Trial โดยมีการใช้ nudging strategies ในโรงอาหาร 30 แห่งในเนเธอร์แลนด์ ผ่านการจัดวางตำแหน่งอาหาร การปรับสัดส่วนอาหารให้ดีต่อสุขภาพ และการติดป้ายข้อมูลโภชนาการ พบว่าส่งผลให้พนักงานเลือกอาหารที่มีคุณภาพสูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ และส่งผลต่อสุขภาพได้ในระยะยาว
จะเห็นได้ว่า การเปลี่ยนแปลงสภาพแวดล้อมในที่ทำงาน สามารถส่งผลต่อการเปลี่ยนแปลงของพฤติกรรมพนักงานได้จริง และมีผลต่อสุขภาพในระยะยาว ซึ่งแนวทางปฏิบัติเหล่านี้ มีมากมายที่สามารถนำไปปรับใช้ให้เข้ากับบริบทแต่ละสถานที่ทำงานได้ ซึ่งโอกาสหน้าผู้เขียนจะบอกเล่าถึงแนวทางในการปรับเปลี่ยนจากสภาพแวดล้อมจริงและสามารถนำไปประยุกต์ใช้ได้ให้เข้ากับสถานที่ทำงานแต่ละท่าน
พศิษฐ์ คณาศิริชัยนนท์ นักกำหนดอาหารวิชาชีพ วิทยากรโภชนาการ เครือข่ายคนไทยไร้พุง
อ้างอิง
Naicker A, Shrestha A, Joshi C, Willett W, Spiegelman D. Workplace cafeteria and other multicomponent interventions to promote healthy eating among adults. Prev Med Rep. 2021;22:101333.
Geaney F, Scotto Di Marrazzo J, Kelly C, et al. The effects of a complex workplace dietary intervention on workers' dietary intakes, nutrition knowledge and health status. Prev Med. 2016;89:76-83.
Velema E, Vyth EL, Hoekstra T, Steenhuis IH. Nudging and social marketing techniques encourage employees to make healthier food choices. Am J Clin Nutr. 2018;107(2):236-246.