กิจกรรม/โครงการ
ข่าวประชาสัมพันธ์
เครื่องมือส่งเสริมสุขภาพ

ภาวะแทรกซ้อนภายหลังการป่วยเป็นโควิด-19 (Post COVID syndrome หรือ Long COVID)

จากการระบาดของโควิด-19 พบว่าผู้ป่วยโควิด-19 อาจมีอาการผิดปกติหรือภาวะแทรกซ้อนหลังติดเชื้อได้ มักพบที่เวลา 4-12 สัปดาห์หลังตรวจพบเชื้อ โดยมีอาการผิดปกตินานกว่า 2 เดือน หลังจากนั้นอาจดีขึ้น หรือในบางคนเป็นนานถึงปี ซึ่งอาการแต่ละในแต่ละคนจะแตกต่างกัน เกิดอาการได้ในหลาย ๆ ระบบ โดยอาจจะเป็นอาการเกิดใหม่ หรือ เป็นอาการเดิมที่หลงเหลืออยู่หลังการรักษา พบว่าภาวะนี้มักเกิดได้บ่อยว่าในผู้ที่ติดเชื้อโควิด-19 รุนแรง ผู้ที่ไม่ได้รับการฉีดวัคซีน และผู้ที่มีโรคประจำตัวก่อนติดเชื้อ แต่อย่างไรก็ตามผู้ที่ติดเชื้อโควิด-19 แม้ไม่มีอาการหรืออาการไม่รุนแรงก็สามารถเกิดภาวะนี้ได้ ขณะนี้ยังไม่มีวิธีการตรวจเพื่อยืนยันการวินิจฉัยภาวะแทรกซ้อนภายหลังการป่วยเป็นโควิด-19

จากการศึกษาภาวะแทรกซ้อนภายหลังการป่วยเป็นโควิด-19 ของประเทศไทย ผลสำรวจจากผู้ที่ติดเชื้อโควิด-19 จำนวน 1,300 คน ส่วนใหญ่เป็นผู้ป่วยที่มีอาการเล็กน้อยถึงปานกลาง พบได้หลายอาการ มีคุณภาพชีวิตที่ลดลงกว่าก่อนติดเชื้อ ส่วนการศึกษาจากกองควบคุมโรคประเทศสหรัฐอเมริกา (center of disease control, CDC) พบว่า

  • ร้อยละ 13.3 จะมีอาการหลังติดเชื้อที่ 1 เดือนหรือนานกว่านั้น
  • ร้อยละ 2.5 จะมีอาการหลังติดเชื้อที่ 3 เดือนหรือนานกว่านั้น
  • มากกว่าร้อยละ 30 จะมีอาการหลังติดเชื้อที่ 6 เดือน ในผู้ที่นอนโรงพยาบาลช่วงที่ติดเชื้อ

อาการของภาวะแทรกซ้อนภายหลังการป่วยเป็นโควิด-19 มีได้หลายแบบและเป็นไปได้หลายระบบ
อาการทั่วไป ได้แก่ เหนื่อย เพลีย อาการจะเป็นมากขึ้นหลังจากมีการออกกำลังหรือเครียด ไข้
ระบบทางเดินหายใจ และหัวใจ ได้แก่ หายใจลำบาก หอบเหนื่อย ไอ เจ็บหน้าอก ใจสั่น
ระบบประสาท ได้แก่ คิดช้า หรือ สมาธิไม่ดี หลงลืม สมองไม่โปร่งใส ปวดศีรษะ มึนศีรษะ นอนไม่หลับ การรับรสและได้กลิ่นเปลี่ยนไป วิตกกังวลและซึมเศร้า
ระบบทางเดินอาหาร ได้แก่ ถ่ายเหลว ปวดท้อง
อื่น ๆ ได้แก่ ปวดเมื่อยกล้ามเนื้อ ปวดตามข้อ ผื่นคัน ประจำเดือนผิดปกติ

ผู้ที่มีภาวะแทรกซ้อนภายหลังการป่วยเป็นโควิด-19 อาจจะมีอาการที่ไม่สามารถอธิบายได้ทั้งที่เกิดใหม่ หรือเป็นต่อเนื่องมาเรื่อย ๆ จึงควรไปปรึกษาแพทย์ เพื่อรับการวินิจฉัยและรักษา ทั้งนี้ ควรให้ประวัติการติดเชื้อ เพื่อแพทย์จะได้ทำการวินิจฉัยได้ง่ายขึ้น และตรวจเพิ่มเติมทางห้องปฏิบัติการบางอย่างตามความเหมาะสม นอกจากนี้ภาวะแทรกซ้อนภายหลังการป่วยเป็นโควิด-19 อาจส่งผลต่อสุขภาพระยะยาว เช่น โรคเบาหวาน โรคหัวใจ โรคทางระบบประสาท เป็นต้น

กล่าวได้ว่า การป้องกันภาวะแทรกซ้อนภายหลังการป่วยเป็นโควิด-19 ที่ดีสุด คือ การปฏิบัติตามมาตรการป้องกันและระมัดระวังอย่างเคร่งครัด เพื่อไม่ให้ติดเชื้อโควิด-19 รวมถึงการฉีดวัคซีน ซึ่งจากการศึกษาพบว่าในผู้ที่ได้รับวัคซีนแล้วเกิดติดเชื้อภายหลัง มีรายงานการเกิดภาวะแทรกซ้อนน้อยมาก เมื่อเทียบกับผู้ที่ไม่เคยได้รับการฉีดวัคซีน อย่างไรก็ตาม ปัจจุบันข้อมูลการศึกษาของภาวะแทรกซ้อนนี้ยังมีอยู่น้อย ยังคงต้องการข้อมูลเพิ่มขึ้นเพื่อที่จะตอบคำถามต่าง ๆ และดูแลผู้ที่เกิดภาวะแทรกซ้อนนี้

รศ.พญ. พิมพ์ใจ อันทานนท์
หน่วยต่อมไร้ท่อและเมแทบอลิซึม
ภาควิชาอายุรศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์

การเลิกสูบบุหรี่เป็นปัจจัยสำคัญหนึ่งที่ช่วยส่งเสริมสุขภาพ เพราะนอกจากจะทำให้สุขภาพของผู้เลิกสูบบุหรี่ดีขึ้นหลาย ๆ ด้านแล้ว ยังช่วยประหยัดเงินให้ผู้สูบบุหรี่ทั้งทางตรงและทางอ้อม ลดค่าใช้จ่ายในการรักษาพยาบาล

ทำไมคนสูบบุหรี่ถึงติดบุหรี่
ในบุหรี่จะมีสารนิโคตีน ซึ่งจะถูกดูดซึมสู่สมองอย่างรวดเร็วภายในเวลา 5-6 วินาที ซึ่งจะกระตุ้นสารโดปามีนและสารเคมีอื่น ๆ ในสมอง ทำให้รู้สึกว่า มีความสุข ผ่อนคลาย ลดความวิตกกังวลอย่างรวดเร็วเมื่อสูบบุหรี่ และจะลดลงเมื่อไม่ได้สูบ จึงอยากสูบอีกเรื่อย ๆ ประกอบกับทางบริษัทผู้ผลิตบุหรี่มีการพัฒนาปรับแต่งรสชาติ และเพิ่มการดูดซึมที่รวดเร็ว โดยพบว่า 1 ใน 3 ของนักสูบหน้าใหม่จะติดบุหรี่ในระยะยาว ซึ่งโอกาสติดบุหรี่จะสูงกว่าการติดเฮโรอีนเสียอีก

แรงจูงใจที่ตัดสินใจเลิกบุหรี่
ก่อนที่จะแนะนำวิธีการในการเลิกบุหรี่ต้องหาแรงจูงใจของผู้ที่ต้องการจะเลิกบุหรี่ว่าจะเลิกบุหรี่เพราะสาเหตุใด เช่น การคิดถึงสุขภาพตนเองเพื่อไม่ให้เป็นภาระพ่อ แม่ ลูก เมีย หรือเพื่อให้สามารถดูแลพ่อแม่เมื่อแก่เฒ่าได้ หรือแม้แต่การเบิกจ่ายค่ารักษาพยาบาลของ พ่อ แม่ ในลูกที่เป็นราชการ หรืออาจจะคิดถึงผลกระทบต่อคนที่รัก คิดอยากอยู่กับคนที่รักไปนาน ๆ คิดถึงเงินที่เสียไป ไม่อยากเป็นแบบอย่างที่ไม่ดี คิดถึงภาพลักษณ์ กลัวมีกลิ่นบุหรี่ กลัวโรคเหงือกและฟัน กลัวเสื่อมสมรรถภาพทางเพศ กลัวมะเร็ง กลัวโรคปอดอุดกั้นเรื้อรัง คิดถึงผลกระทบต่อโรคที่มีอยู่ เช่น เบาหวาน ความดัน โรคไต โรคหัวใจ อัมพาต โรคปอด หรือเตรียมตัวจะผ่าตัด หรือกำลังวางแผนจะมีลูกหรือหลาน คิดถึงผลกระทบต่อทารกในครรภ์ หรือแม้แต่เห็นว่าไม่ดีอยากเลิกโดยอารมณ์อยากเลิก ซึ่งแรงจูงใจส่วนใหญ่ที่ได้ผลส่วนใหญ่จะเป็นเรื่องใกล้ตัวที่ผู้สูบบุหรี่เห็นว่ามีความสำคัญโดยจะมีความแตกต่างกันในผู้สูบบุหรี่แต่ละราย

วิธีการให้คำแนะนำการเลิกบุหรี่
สำหรับผู้ที่ทำหน้าที่ให้คำแนะนำแก่ผู้ที่ต้องการเลิกสูบบุหรี่ ควรให้คำแนะนำในการเตรียมตัวให้พร้อมสำหรับการหยุดสูบ บุหรี่ ดังนี้

  1. กำหนดเป้าหมายสร้างแรงจูงใจ โดยคำนึงถึงผลเสียของการสูบบุหรี่และผลดีจากการเลิกบุหรี่ โดยเฉพาะรายที่เริ่มมีผลกระทบจากการสูบบุหรี่ เช่น ไอเรื้อรัง โรคหลอดเลือด และถึงแม้ไม่มีอาการแต่ผู้เป็นเบาหวานจะเสี่ยงต่อโรคหัวใจและอัมพาตเร็วกว่าคนที่ไม่เป็นเบาหวาน
  2. กำหนดวันที่หยุดบุหรี่แน่นอน (quit date) โดยควรกำหนดภายในเวลาไม่เกิน 2 สัปดาห์ หลังจากที่ผู้ป่วยมีความต้องการเลิกสูบ พร้อมกับบอกบุคคลที่เขารักว่าเขาตัดสินจะเลิกบุหรี่ เพื่อคอยให้กำลังใจ
  3. กำจัดบุหรี่ และสิ่งที่เกี่ยวข้อง เช่น ไฟแชก ที่เขี่ยบุหรี่ ออกจากสิ่งแวดล้อม ก่อนที่จะถึงวันกำหนดเลิกสูบบุหรี่
  4. ให้ผู้สูบเตรียมรับมือกับปัญหาที่จะเกิดขึ้น เช่น ความอยากบุหรี่ อาการหงุดหงิด ซึ่งอาจจะเกิดขึ้นหลายครั้งต่อวัน ครั้งละ 3-5 นาที ซึ่งถ้าผ่านพ้นเวลาดังกล่าวอาการจะดีขึ้น โดยการเตรียมกิจกรรม หรือแนวทางการแก้ปัญหาไว้ก่อน เช่น การกินอาหารอาจจะใช้มะนาวช่วย ดื่มน้ำมากๆ กินอาหารที่มีประโยชน์ เช่น ผัก เนื้ออกไก่ ถั่ว ไข่ ออกกำลังกาย เคี้ยวหมากฝรั่ง เป็นต้น
  5. ขอคำปรึกษา สายด่วนเลิกบุหรี่ โทร 1600
  6. ในรายที่มีความจำเป็นอาจจะใช้สารทดแทน เพื่อการบำบัดการติดนิโคติน

การปฏิบัติตัวสำหรับผู้ที่ต้องการจะเลิกสูบบุหรี่

  1. บอกกับตัวเองว่า การเลิกอย่างเด็ดขาด มีความสำคัญมาก การสูบบุหรี่แม้แต่เพียง 1 มวน จะเป็นจุดเริ่มของการสูบใหม่ ดังนั้น ต้องมีความเข้มแข็งตลอดเวลาที่เริ่มเลิกบุหรี่ (ให้นึกเสมอว่า มวนนี้ไม่สูบ วันนี้ไม่สูบ สู้กันไปเป็นวัน ๆ ซึ่งวันที่ 3 หลังเลิกบุหรี่จะเป็นวันที่มีอาการรุนแรงมากสุด หลังจากนั้นความถี่ในการอยากสูบบุหรี่จะลดลงและหมดไปเมื่อประมาณ 2-4 สัปดาห์ แต่พฤติกรรมอยากสูบบุหรี่อาจจะอยู่นานถึง 6 เดือน)
  2. ถ้ามีประสบการณ์จากการล้มเหลวในการพยายามเลิกมาก่อน ให้นำมาใช้ในการเตรียมตัวในครั้งนี้
  3. หลีกเลี่ยงสิ่งกระตุ้น ที่ทำให้นึกถึงการสูบบุหรี่ เช่น การดื่มกาแฟ หรือความเครียด การพยายามมองหาสิ่งกระตุ้น และหาทางหลีกเลี่ยง หรือแก้ไขเสียแต่เนิ่น ๆ เช่น งดกาแฟ หาหนังสืออ่านหรือใช้โทรศัพท์มือถือขณะเข้าห้องน้ำ จะสามารถลดโอกาสการกลับมาสูบใหม่ได้
  4. เตรียมเทคนิคที่จะสามารถลดความรู้สึกอยากบุหรี่ได้ เช่น การออกกำลังกาย การอาบน้ำ แปรงฟัน อมลูกอม เคี้ยวผลไม้รสเปรี้ยว หรือหากิจกรรมสันทนาการอื่นๆ ทำ เช่น เล่นเกมส์ ใช้โทรศัพท์มือถือ ทำสมาธิ อย่าให้มีเวลาว่างมาก ในช่วงที่เริ่มเลิกบุหรี่
  5. งดดื่มเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์
  6. ถ้ามีบุคคลอื่นที่สูบบุหรี่ในครอบครัว ควรจะแนะนำให้เลิกพร้อมกัน เนื่องจากถ้ายังมีบุคคลอื่นที่สูบบุหรี่อยู่ จะทำให้ผู้ที่พยายามเลิก มีโอกาสประสบความสำเร็จลดลง
  7. เนื่องจากนิโคตินนั้นมีผลต่อกระบวนการเผาผลาญในร่างกาย การสูบบุหรี่ทำให้การรับกลิ่นและรสลดลง ทำให้ไม่อยากอาหาร ซึ่งนิโคตินในบุหรี่จะช่วยเพิ่มการเผาผลาญและกดความอยากอาหาร เมื่อคุณหยุดสูบ ระบบเผาผลาญของคุณจะลดลง การรับกลิ่นและรสดีขึ้น ทำให้อยากอาหาร ถ้ากินเหมือนเดิมอาจทำให้น้ำหนักขึ้นได้ จึงควรเลี่ยงอาหารไขมันและน้ำตาลสูง กินอาหารที่มีประโยชน์ อาจกินอาหารประเภทผัก แตงกวา ผลไม้ที่ช่วยแก้ไขปัญหาท้องผูกด้วย อย่าใช้เวลาในการกินอาหารนาน และออกกำลังกายสม่ำเสมอ

ความสำเร็จในการเลิกบุหรี่
แพทย์, บุคลากรทางการแพทย์อาจจะยังไม่เข้าใจว่าทำไมผู้สูบบุหรี่ไม่เลิกสูบบุหรี่ทั้ง ๆ ที่เกิดผลเสียมากมาย แต่ความเป็นจริงการที่เขาเลิกไม่ได้เนื่องจากการเสพติดนิโคติน พบว่าการให้ความรู้และแนะนำอย่างเป็นระบบจะช่วยให้ผู้สูบบุหรี่ 100 คน เลิกสูบบุหรี่ได้ในระยะยาวเพียง 3 คน และถ้ามีการใช้สารทดแทนนิโคตินอาจจะลดได้มากขึ้นแต่ไม่เกิน 10 คนจาก 100 คน อีก 90 คนยังไม่สามารถเลิกบุหรี่ในระยะยาวได้ จึงต้องทำความเข้าใจผู้สูบบุหรี่มากขึ้น ไม่ควรว่ากล่าว แต่คอยให้กำลังใจ สนับสนุนในด้านบวก นำประสพการณ์การเลิกบุหรี่ไม่สำเร็จมาใช้ในครั้งต่อไป

การป้องกันการกลับไปสูบบุหรี่ใหม่
ถ้าผู้สูบบุหรี่หยุดสูบบุหรี่ได้ หลังผ่านไป 2 สัปดาห์ ผู้ที่เคยสูบบุหรี่อาจจะไม่มีอาการติดบุหรี่จากการขาดนิโคตีน แต่การที่อยู่ในสิ่งแวดล้อมที่เห็นคนสูบบุหรี่ อาจจะคิดถึงการสูบบุหรี่และอยากสูบบุหรี่ใหม่จากความสุขเดิมที่เคยได้รับ แต่ต้องคิดว่าถ้าท่านมีเพื่อน 1 คน เพื่อนคนนี้มาขอเงินเราทุกวันเพียงแต่ชมว่าเราดีให้มีความสุข แต่สุดท้ายก็มาทำร้ายเรา เพื่อนคนนี้น่าคบหรือไม่ เพื่อนคนนี้ก็คือบุหรี่นั่นเอง ดังนั้นถ้าท่านสามารถเลิกคบเพื่อนคนนี้ได้ ก็ไม่ควรกลับไปคบกับเขาอีก

สรุป
ผู้ให้คำแนะนำการเลิกบุหรี่ต้องเข้าใจว่า เรากำลังต่อสู้กับบุหรี่ไม่ใช่ผู้สูบบุหรี่ ต้องเข้าใจและเห็นใจผู้สูบบุหรี่ว่าที่เขายังสูบเพราะเสพติดนิโคติน ในบทบาทหน้าที่ของแพทย์ พยาบาล ทำได้เพียงบอกข้อดี ข้อเสีย ความสำคัญ วิธีการ แต่สุดท้ายการเลิกบุหรี่อาจจะต้องเป็นหน้าที่ของผู้สูบ ได้ใช้ความตั้งใจ เห็นเป้าหมายที่ต้องการเลิกบุหรี่ พยายามอย่างเต็มที่ เพื่อให้พ้นจากการเป็นทาสของบุหรี่ เพราะแม้ว่าการสูบบุหรี่จะให้ความสุขในช่วงสั้น ๆ แต่ส่งผลต่อสุขภาพในระยะยาว จงได้คิดว่า “รีบหยุดสูบบุหรี่ก่อนที่บุหรี่จะหยุดคุณ”

ศ. คลินิก นพ. วีระศักดิ์ ศรินนภากร
นายแพทย์ทรงคุณวุฒิ โรงพยาบาลราชวิถี กรมการแพทย์
เลขานุการ คณะกรรมการเครือข่ายคนไทยไร้พุง ราชวิทยาลัยอายุรแพทย์แห่งประเทศไทย

กิตติกรรมประกาศ
งานเขียนดังกล่าวส่วนหนึ่งได้รับจากความรู้ที่ได้เข้าร่วมการประชุม “DM & Tobacco Control: Let’s make It happen” ในวันที่ 11 พฤษภาคม 2565 ที่จัดร่วมกันโดยสมาคมวิชาชีพต่างๆ ได้แก่ เครือข่ายวิชาชีพแพทย์ในโครงการการควบคุมการบริโภคยาสูบ เครือข่ายพยาบาลเพื่อการควบคุมยาสูบแห่งประเทศไทย สมาคมผู้ให้ความรู้โรคเบาหวาน มูลนิธิเภสัชกรรมชุมชน สภาเทคนิคการแพทย์ ต้องขอขอบคุณสมาคมต่าง ๆ วิทยากร ผู้เข้าร่วมการประชุม ที่ได้ร่วมแบ่งประสบการณ์เพื่อให้ผู้นิพนธ์ได้ถ่ายทอดและสรุปเป็นบทความฉบับนี้

การเลิกสูบบุหรี่เป็นปัจจัยสำคัญหนึ่งที่ช่วยส่งเสริมสุขภาพ เพราะนอกจากจะทำให้สุขภาพของผู้เลิกสูบบุหรี่ดีขึ้นหลาย ๆ ด้านแล้ว ยังช่วยประหยัดเงินให้ผู้สูบบุหรี่ทั้งทางตรงและทางอ้อม ลดค่าใช้จ่ายในการรักษาพยาบาล (สำหรับบุคลากรทางการแพทย์ การที่พบผู้ป่วยสูบบุหรี่มารับการตรวจที่โรงพยาบาลควรได้รับการวินิจฉัยใน ICD 10 เพื่อวางแผนติดตาม แนะนำ รักษา และประเมินผล) บทความการเลิกบุหรี่นี้ ขอนำเสนอโดยแบ่งเป็น 2 ส่วน ส่วนแรกจะกล่าวถึงข้อเสียของการสูบบุหรี่และข้อดีของการเลิกบุหรี่ และตอนที่ 2 จะกล่าวถึงแนวทางการแนะนำการเลิกบุหรี่ และก่อนที่เราจะเลิกบุหรี่ลองจินตนาการดูว่าถ้าเราสูบบุหรี่ต่อจะเกิดอะไรกับเราและถ้าหยุดสูบบุหรี่ชีวิตเราจะเปลี่ยนแปลงไปอย่างไร

ผลเสียของการสูบบุหรี่
ผลเสียของการสูบบุหรี่ ได้แก่ ผลเสียต่อสุขภาพ การเสียเงิน การติดบุหรี่และนำไปสู่การติดยาเสพติดอื่น ๆ ของลูกหลาน การเสื่อมสมรรถภาพทางเพศ

ผลเสียต่อสุขภาพ

ผลต่อสุขภาพผู้สูบโดยตรง (Firsthand smoke)

โรคมะเร็ง ไม่ใช่เฉพาะมะเร็งปอดเท่านั้น แต่ยังรวมถึงมะเร็งของอวัยวะต่างๆ ที่ควันบุหรี่ผ่าน เช่น ปาก คอ หลอดอาหาร กระเพาะอาหาร ลำไส้ ตับ ตับอ่อน ไต กระเพาะปัสสาวะ ปากมดลูก และ อื่น ๆ

โรคทางเดินหายใจ การสูบบุหรี่จะเพิ่มความเสี่ยงต่อโรคติดเชื้อทางเดินหายใจ รวมถึงการเพิ่มความเสี่ยงติดเชื้อและความรุนแรงของโรคโควิด 19

โรคหลอดลมอุดกั้นเรื้อรัง (COPD) พบว่าปัจจัยเสี่ยงหลอดลมอุดกั้นเรื้อรังทั่วโลก คือ การสูบบุหรี่ ประมาณร้อยละ 20 ผู้ป่วยที่สูบบุหรี่จะเป็นหลอดลมอุดกั้นเรื้อรังและประมาณครึ่งหนึ่งของผู้สูบบุหรี่เป็นเวลานานจะเป็นหลอดลมอุดกั้นเรื้อรัง และร้อยละ 80-95 ของผู้ที่เป็นหลอดลมอุดกั้นเรื้อรังจะเป็นผู้ที่สูบบุหรี่หรือเคยสูบบุหรี่

โรคหัวใจและหลอดเลือด สมอง หลอดเลือดที่ขา บุหรี่เป็นปัจจัยเสี่ยงที่สำคัญของโรคหลอดเลือดหัวใจ สมอง ขา ที่สามารถแก้ไขได้

เพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิดเบาหวานและการควบคุมเบาหวานที่ไม่ดี ผู้ที่สูบบุหรี่มีความสี่ยงต่อการเกิดเบาหวานมากกว่าผู้ไม่สูบบุหรี่ ร้อยละ 30-40 และเสี่ยงต่อแผลที่เท้าจากโรคหลอดเลือดส่วนปลายที่เท้า

การเสื่อมของสมอง
จากภาพเอกเรย์คอมพิวเตอร์ พบว่าในผู้สูบบุหรี่จะมีการเสื่อมของสมองมากกว่า โดยขึ้นกับปริมาณและเวลาที่สูบ ยิ่งสูบมาก ยิ่งสูบนาน ยิ่งมีผลมาก

การเสียชีวิตก่อนวัยอันควร
ผู้ที่สูบบุหรี่ตั้งแต่วัยรุ่นอย่างต่อเนื่องประมาณร้อยละ 25 จะตายก่อนวัยอันควรในช่วงวัยกลางคน และอีกร้อยละ 25 จะตายก่อนวัยอันควรในช่วงวัยชรา ผู้ที่ไม่เป็นโรคอายุเฉลี่ยจะสั้นลงประมาณ 8 ปี แต่สุขภาพโดยทั่วไปจะทรุดโทรมก่อนเสียชีวิตประมาณ 10-20 ปี

ผลต่อจิตใจ
เพิ่มความวิตก กังวลและซึมเศร้า

ผลอื่น ๆ ได้แก่ เยื่อหุ้มฟันอักเสบ เยื่อจมูกอักเสบ ต้อกระจก หัวใจเต้นผิดจังหวะ นอนไม่หลับ เหนื่อยล้าอ่อนเพลีย ซีด ชัก

Secondhand smoke
ควันที่ผู้สูบบุหรี่พ่นออกมา รวมถึงควันที่เกิดจากการเผาไหม้บุหรี่ เป็นการสัมผัสปริมาณมากในระยะเวลาสั้น ๆ โดยที่บุคคลที่ได้รับควันบุหรี่ ไม่ได้เป็นผู้สูบบุหรี่โดยตรง เช่น บุคคลในบ้าน ที่ทำงาน ที่สาธารณะ แต่จะได้รับผลจากควันบุหรี่นั้น

Thirdhand smoke
สารพิษจากควันบุหรี่ที่ดับแล้ว แต่ยังคงตกค้างตามเส้นผม ผิวหนัง เสื้อผ้า ตุ๊กตา พรม ผ้าม่าน เก้าอี้ ที่นอน หรือช่องแอร์ ทิ้งอนุภาคละอองไอสารเคมีที่เป็นพิษที่ก่อให้เกิดมะเร็งไว้ให้เรา แม้ควันเหล่านั้นจะจางหายไปในอากาศแล้วก็ตาม เป็นการสัมผัสในปริมาณน้อยแต่ระยะเวลายาว ซึ่งการสูบบุหรี่ 1 มวน อาจจะทำให้มีสารพิษตกค้างได้นานถึง 6 เดือน ซึ่งเป็นอันตรายต่อผู้อยู่อาศัยในบ้านนั้น โดยเฉพาะเด็กและสตรีมีครรภ์
จากผลกระทบของการสูบบุหรี่ไม่ได้เกิดขึ้นเฉพาะผู้สูบบุหรี่เท่านั้นแต่ผ่านทาง secondhand และ thirdhand smoke จึงไม่อาจจะกล่าวได้ว่าเป็นสิทธิส่วนบุคคลเพราะมีผู้ที่ไม่สูบบุหรี่ได้รับผลกระทบ มีการเปรียบเทียบ “การสูบบุหรี่ในที่สาธารณะเปรียบเช่นการปัสสาวะในสระว่ายน้ำ” จึงต้องมีกฎหมายควบคุม

ผลดีของการหยุดสูบบุหรี่ต่ออวัยวะต่าง ๆ

ด้านสุขภาพ
หยุดสูบบุหรี่ 20 นาที อัตราการเต้นของหัวใจและความดันโลหิตดีขึ้น
ไม่กี่วันหลังหยุด คาร์บอนมอนนอกไซด์ลดต่ำลง และกลับสู่ภาวะปกติ ความสามารถในการรับรสและได้กลิ่นดีขึ้น
หยุดสูบบุหรี่ 2 – 3 สัปดาห์ การทำงานของระบบไหลเวียนและปอดดีขึ้น
หยุดสูบบุหรี่ 1 – 12 เดือน อาการไอลดลง ซีเลียที่กำจัดสิ่งแปลกปลอมดีขึ้น โอกาสติดเชื้อลดลง
หยุดสูบบุหรี่ 1 – 2 ปี ลดความเสี่ยงในการเกิดภาวะหัวใจล้มเหลว
หยุดสูบบุหรี่ 5 – 10 ปี ลดความเสี่ยงอัมพาต ลดความเสี่ยงมะเร็ง ปาก คอ กล่องเสียง ประมาณครึ่งหนึ่ง
หยุดสูบบุหรี่ 10 ปี ขึ้นไป ลดความเสี่ยงในการเกิดมะเร็งปอด ประมาณครึ่งหนึ่ง, ลดความเสี่ยงมะเร็ง กระเพาะปัสสาวะ หลอดอาหาร ไต
หยุดสูบบุหรี่ 15 ปี ขึ้นไป ลดความเสี่ยงในการเกิดโรคหัวใจเหลือเท่ากับคนทั่วไปที่ไม่เคยสูบบุหรี่
หยุดสูบบุหรี่ 20 ปีขึ้นไป ลดความเสี่ยงมะเร็ง ปาก คอ กล่องเสียง ตับอ่อน เท่ากับผู้ที่ไม่สูบบุหรี่, ลดความเสี่ยงมะเร็งปากมดลูกประมาณ ร้อยละ 50

ด้านเศรษฐานะ
ประหยัดเงินค่าบุหรี่และค่ารักษาพยาบาลทางตรงและทางอ้อม

ด้านสมรรถภาพทางเพศ
โอกาสจะเสื่อมสมรรถภาพทางเพศลดลง การทำงานของอสุจิดีขึ้น

ด้านปัจจัยทางครอบครัว
มีความรักในครอบครัว ลดความเสี่ยงต่อการติดบุหรี่ ยาเสพติดในลูกหลาน

สรุป
ผู้ให้คำแนะนำการเลิกบุหรี่ต้องเข้าใจว่าเรากำลังต่อสู้กับบุหรี่ไม่ใช่ผู้สูบบุหรี่ ต้องเข้าใจและเห็นใจผู้สูบบุหรี่ว่าที่เขายังสูบเพราะเสพติดนิโคติน ในบทบาทหน้าที่ของแพทย์ พยาบาล ทำได้เพียงบอกข้อดี ข้อเสีย ความสำคัญ วิธีการ แต่สุดท้ายการเลิกบุหรี่อาจจะต้องเป็นหน้าที่ของผู้สูบ ได้ใช้ความตั้งใจ เห็นเป้าหมายที่ต้องการเลิกบุหรี่ พยายามอย่างเต็มที่ เพื่อให้พ้นจากการเป็นทาสของบุหรี่ เพราะแม้ว่าการสูบบุหรี่จะให้ความสุขในช่วงสั้น ๆ แต่ส่งผลต่อสุขภาพในระยะยาว และอย่าให้เวลาเป็นตัวบอกว่า การสูบบุหรี่จะส่งผลต่อสุขภาพคุณ คนที่คุณรัก และผู้ป่วยที่คุณรักษาอย่างไร จงได้คิดว่า “รีบหยุดสูบบุหรี่ก่อนที่บุหรี่จะหยุดคุณ”

ศ. คลินิก นพ. วีระศักดิ์ ศรินนภากร
นายแพทย์ทรงคุณวุฒิ โรงพยาบาลราชวิถี กรมการแพทย์
เลขานุการ คณะกรรมการเครือข่ายคนไทยไร้พุง ราชวิทยาลัยอายุรแพทย์แห่งประเทศไทย

กิตติกรรมประกาศ
งานเขียนดังกล่าวส่วนหนึ่งได้รับจากความรู้ที่ได้เข้าร่วมการประชุม “DM & Tobacco Control: Let’s make It happen” ในวันที่ 11 พฤษภาคม 2565 ที่จัดร่วมกันโดยสมาคมวิชาชีพต่างๆ ได้แก่ เครือข่ายวิชาชีพแพทย์ในโครงการการควบคุมการบริโภคยาสูบ เครือข่ายพยาบาลเพื่อการควบคุมยาสูบแห่งประเทศไทย สมาคมผู้ให้ความรู้โรคเบาหวาน มูลนิธิเภสัชกรรมชุมชน สภาเทคนิคการแพทย์ ต้องขอขอบคุณสมาคมต่าง ๆ วิทยากร ผู้เข้าร่วมการประชุม ที่ได้ร่วมแบ่งประสบการณ์เพื่อให้ผู้นิพนธ์ได้ถ่ายทอด

สุขภาพดี เป็นสิ่งที่เราทุกคนปรารถนา และหากเรามีความรอบรู้ด้านสุขภาพด้วยแล้ว จะยิ่งช่วยให้เราสามารถนำความรู้ไปใช้ให้เกิดประโยชน์ ต่อ ตนเอง ครอบครัว สังคม จึงอยากเชิญชวนให้ทุกคนมาทำความเข้าใจความหมายของคำว่า “สุขภาพดี” และ “ความรอบรู้ด้านสุขภาพ” ไปพร้อมๆ กัน

สุขภาพดี (Well-being)
ความหมายของสุขภาพดี (Well-being) ไม่ได้หมายถึงเฉพาะสุขภาพกายที่ดีเท่านั้น แต่สุขภาพดีประกอบด้วย 4 ด้าน ได้แก่

  1. สุขภาพกาย
  2. สุขภาพใจ (การใช้ชีวิตอย่างมีจุดมุ่งหมาย มีความสุขในสิ่งที่มี มองโลกในด้านบวก ควบคุมอารมณ์ได้ มีสติ สามารถจัดการความเครียดต่างๆได้)
  3. สติปัญญาดี
  4. ความสัมพันธ์ที่ดีในสังคมที่ดี (ถึงแม้ว่าเราจะไม่สามารถเปลี่ยนสังคมเป็นสังคมที่ดี แต่เรามีความสัมพันธ์กับบุคคลอื่น ๆ เช่น ญาติ เพื่อน คนอื่น ๆ ในสังคมดีได้)

ความรอบรู้ด้านสุขภาพ (Health literacy)
ความรอบรู้ด้านสุขภาพ (Health literacy) ไม่ใช่เพียงความรู้ด้านสุขภาพ เพราะระดับความรู้มีตั้งแต่

  1. ไม่มีข้อมูลด้านสุขภาพ
  2. มีข้อมูลด้านสุขภาพ (health information)
  3. มีความรู้ด้านสุขภาพ (health knowledge)
  4. มีความรอบรู้ด้านสุขภาพ (health literacy)

ดังนั้น การได้ข้อมูลด้านสุขภาพ เช่น ฟังเขาเล่ามา อ่านสื่อในอินเตอร์เน็ต จะต้องมีการสกัดเอาเฉพาะสิ่งที่ถูกต้องไว้และคัดแยกสิ่งที่ไม่ถูกต้องออกก่อน จนเป็นความรู้ด้านสุขภาพ จะได้พัฒนาจากคนที่ไม่มีความรู้ด้านสุขภาพเป็นผู้ที่มีความรู้ด้านสุขภาพ แต่คนที่มีความรู้ด้านสุขภาพยังไม่ได้หมายถึงว่าจะเป็นคนที่มีสุขภาพที่ดีเพราะยังไม่ได้นำความรู้ที่มีไปใช้ให้เกิดประโยชน์ ดังนั้นจึงต้องพยายามเปลี่ยนแปลงตนเองจากคนที่มีความรู้เป็นคนฉลาด โดยคนฉลาดคือบุคคลที่มีความรู้และนำความรู้ไปใช้ให้เกิดประโยชน์ ต่อ ตนเอง ครอบครัว สังคม จึงถือว่ามีความรอบรู้ด้านสุขภาพ (health literacy)

สุขภาพดีวิถีไทย
แผนยุทธศาสตร์สุขภาพดีวิถีชีวิตไทย1 มีวัตถุประสงค์เพื่อให้ประชาชนมีศักยภาพในการจัดการปัจจัยเสี่ยงและสภาพแวดล้อมที่ส่งผลกระทบต่อโรควิถีชีวิต ด้วยการรวมพลังขับเคลื่อนจากทุกภาคส่วนอย่างบูรณาการ สมดุล ยั่งยืน และเป็นสุข บนพื้นฐานปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง โดยให้มีความตระหนัก ลดปัจจัยเสี่ยง เสริมปัจจัยเอื้อ และมีส่วนร่วมอย่างเข้มแข็งในการผลักดันนโยบายสู่การปฏิบัติ การค้นหา เฝ้าระวัง ป้องกันควบคุม จัดการปัญหา และพัฒนาของทุกภาคส่วนอย่างเป็นระบบ องค์รวมครอบคลุม มีประสิทธิภาพ โดยมีเป้าประสงค์สูงสุด : ประชาชน ชุมชน สังคม และประเทศ มีภูมิคุ้มกันและศักยภาพในการสกัดกั้นภัยคุกคามสุขภาพจากโรควิถีชีวิตที่สำคัญได้

เป้าหมายหลักในการพัฒนา : ลดปัญหาโรควิถีชีวิตที่สำคัญ 5 โรค (โรคเบาหวาน โรคความดันโลหิตสูง โรคหัวใจ โรคหลอดเลือดสมอง และโรคมะเร็ง) ใน 5 ด้าน (ลดการเกิดโรค ลดภาวะแทรกซ้อน ลดการพิการ ลดการตาย และลดภาระค่าใช้จ่าย) ด้วยการเพิ่มวิถีชีวิตพอเพียง เดิมเป็นการดูแลสุขภาพโดยหลัก 3 อ 2 ส ในปัจจุบันอาจจะต้องปรับเป็น 4 อ (อาหาร ออกกำลังกาย อากาศ อารมณ์) และ งด 3 ส (สูบบุหรี่ สุรา สิ่งเสพติด) ซึ่งเราทุกท่านทราบดีว่า 3 ส นี้เป็นอบายมุขที่นำไปสู่ความเสื่อมโดยเสียทั้งเงินและเสียสุขภาพ ซึ่งโครงการสุขภาพดีวิถีไทยได้ต่อเนื่องมาเป็นนโยบายสุขภาพดีวิถีใหม่ วิถีธรรม วิถีไทย วิถีเศรษฐกิจพอเพียง กระทรวงสาธารณสุข พ.ศ. 2564 - 25702

สุขภาพดีเริ่มที่ใด?
สุขภาพดีเริ่มที่การป้องกันไม่ใช่การรักษา และเริ่มที่ตัวเราเอง ไม่ได้เริ่มที่คนอื่น ถึงแม้ว่าการพัฒนาด้านสาธารณสุขของประเทศไทยมีความก้าวหน้าขึ้นเรื่อย ๆ โดยเริ่มจากโครงการสุขภาพดีถ้วนหน้า (health for all) ทำให้ทุกคนสามารถเข้าถึงการรับการบริการด้านสุขภาพ แต่ภาระค่าใช้จ่ายในอนาคตทำให้การดูแลอาจจะต้องเปลี่ยนระบบเป็น all for health คือ ทุกภาคส่วนต้องมีส่วนร่วมในการจัดการสุขภาพ ไม่ว่าจะเป็น ผู้ป่วย ต้องใส่ใจสุขภาพตนเองป้องกันโรคและหลีกเลี่ยงการเกิดโรคที่ป้องกันได้ ไม่ว่าจะเป็นโรคติดต่อ (โรคไวรัส เช่น ไข้หวัดใหญ่ ไข้เลือดออก โรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ เช่น โรคเอดส์ เป็นต้น) หรือโรคไม่ติดต่อ ( เช่น เบาหวาน ความดัน โรคหัวใจ โรคหลอดเลือดสมอง โรคไต โรคมะเร็ง ถุงลมโป่งพอง) ครอบครัวมีส่วนในการดูแล สังคมช่วยดูแลและกำหนดนโยบายด้านสุขภาพเกิดเป็นรัฐธรรมนูญสุขภาพในชุมชน (เช่น งานวัดปลอดอบายมุข ไม่มีน้ำอัดลมในโรงเรียน การกำหนดสถานที่สูบบุหรี่ การให้สวัสดิการเพิ่มเติมแก่ผู้เลิกบุหรี่ เลิกเหล้า การสร้างสวนสาธารณะในชุมชนเพิ่ม การสวมหมวกนิรภัยเมื่อขับขี่จักรยานยนต์ การที่ดื่มหรือง่วงไม่ขับขี่ยานพาหนะ การจัดให้มีน้ำดื่มบริการฟรีในสถานที่สาธารณะ การแจกพันธุ์ผักและส่งเสริมปลูกผักปลอดสารพิษบริโภคเองในชุมชน การใช้สื่อสาธารณะ ดารา นักร้อง นักกีฬา ในการส่งเสริมสุขภาพเพิ่มการบริโภคผัก ลดน้ำตาล งดเค็ม ออกกำลังกาย ลดน้ำหนัก ปฏิเสธบุหรี่ สุรา ยาเสพติด ท้องก่อนวัยอันควร) เพื่อชีวิตที่ดีในชุมชน สังคม ที่ตนอยู่อาศัย


ปัจจุบันสังคมไทยกำลังเข้าสู่สังคมสูงอายุ (Aging society) ซึ่งการใช้ชีวิตหลังเกษียณในผู้สูงอายุ จะมีได้ 3 แบบ ดังรูปที่ 1

รูปที่ 1 สุขภาวะหลังเกษียณอายุ

จะพบว่าส่วนหนึ่งหลังเกษียณยังคงมีสุขภาพดีถึงอายุ 80 ปี หรือมากกว่า แต่บางรายมีภาวะพึ่งพาช่วงท้าย และที่เราไม่ต้องการคือมีภาวะพึ่งพาและต่อมามีสุขภาพที่ทรุดลงจนเป็นภาวะที่ติดเตียง ต้องพึ่งพาคนอื่น การที่เรามีความรอบรู้ด้านสุขภาพนี้จะมีส่วนสำคัญช่วยให้เรายังสามารถเป็นคนสูงอายุที่แข็งแรงดูแลตนเองได้ ไม่ต้องพึ่งพา ลดโอกาสป่วยติดเตียงที่จะเป็นภาระแก่ลูกหลานและสังคมต่อไป โดยความจริงที่สำคัญอย่างหนึ่งในการดูแลสุขภาพ คือ สุขภาพเป็นของตัวคุณเอง ไม่มีใครทำแทนได้

ศ. คลินิก นพ. วีระศักดิ์ ศรินนภากร
นายแพทย์ทรงคุณวุฒิ โรงพยาบาลราชวิถี กรมการแพทย์
เลขานุการ คณะกรรมการเครือข่ายคนไทยไร้พุง ราชวิทยาลัยอายุรแพทย์แห่งประเทศไทย

เอกสารอ้างอิง

  1. ศูนย์ข้อมูลข่าวสารด้านเวชภัณฑ์ กระทรวงสาธารณสุข. แผนยุทธศาสตร์สุขภาพดีวิถีชีวิตไทย พ.ศ.2554-2563. [เข้าถึงเมื่อ 7 เม.ย. 2565]. เขาถึงได้จาก : http://dmsic.moph.go.th/index/detail/1505
  2. ศูนย์ปฏิบัติการต่อต้านการทุจริต กระทรวงสาธารณสุข. นโยบายสุขภาพดีวิถีใหม่ วิถีธรรม วิถีไทย วิถีเศรษฐกิจพอเพียง กระทรวงสาธารณสุข พ.ศ. 2564-2570. [เข้าถึงเมื่อ 7 เม.ย. 2565]. เขาถึงได้จาก : http://www.stopcorruption.moph.go.th/index.php/main/p_detail/page/662.

อ้วนกับโควิด-19 (COVID-19)

“อ้วน” คำนี้เป็นที่คุ้นเคยของทุกคน คนอ้วน หมายถึงคนคนนั้นมีน้ำหนักมากเกินมาตรฐาน น้ำหนักที่มากเกินเป็นส่วนเกินที่มาจากปริมาณไขมันในร่างกายที่สะสมเพิ่มขึ้น ซึ่งเกิดจากการกินอาหารมากเกินไป ไม่ว่าจะเป็นคาร์โบไฮเดรต โปรตีน หรือไขมัน ร่างกายจะเปลี่ยนส่วนที่เหลือเป็นไขมันเก็บสะสมไว้ โดยทั่วไปแล้วไขมันสะสมได้ในปริมาณไม่จำกัด คนที่น้ำหนักเกินแต่ไม่อ้วนก็มี คนกลุ่มนี้คือ “นักกล้าม” น้ำหนักที่มากเกินมาจากกล้ามเนื้อที่ขยายตัวใหญ่ขึ้น 

น้ำหนักมาตรฐาน เป็นน้ำหนักที่แปรไปตามส่วนสูง ที่นิยมใช้คือดัชนีมวลกาย (Body Mass Index; BMI) โดยคำนวนจาก น้ำหนักตัวเป็นกิโลกรัม หารด้วยส่วนสูงเป็นเมตร 2 ครั้ง เช่น น้ำหนักตัว 60 กิโลกรัม สูง 162 ซม. คำนวณดัชนีมวลกาย = (60 ÷ 1.62) ÷ 1.62 = 22.86 กก./ม.2

  • คนไทยที่รูปร่างมาตรฐานจะมีดัชนีมวลกาย 18.5 - 22.9 กก./ม.2
  • ถ้าดัชนีมวลกายน้อยกว่า 18.5 กก./ม.2 เรียกว่าผอม
  • ถ้าดัชนีมวลกาย, 23.0 - 24.9 กก./ม.2 เรียกว่าน้ำหนักเกินหรือท้วม
  • ถ้าดัชนีมวลกาย 25.0 กก./ม.2 หรือมากกว่าเรียกว่าอ้วน
  • ถ้าดัชนีมวลกาย, 30.0 -39.9 กก./ม.2 เรียกว่าอ้วนมาก
  • ถ้าดัชนีมวลกาย 40.0 กก./ม.2 หรือมากกว่าเรียกว่าอ้วนอันตราย

มีเกณฑ์ชี้วัดรูปร่างมาตรฐานที่ใช้ร่วมกับดัชนีมวลกายคือ “รอบเอว” ซึ่งวัดเป็นความยาววงรอบขนานกับพื้นราบที่ระดับสะดือ รอบเอวมาตรฐานคือ ไม่เกินครึ่งหนึ่งของส่วนสูงของคนคนนั้น คนที่รอบเอวเกินครึ่งหนึ่งของส่วนสูงเรียกว่าอ้วนลงพุง คนอ้วนทุกคนจะอ้วนลงพุง แต่คนอ้วนลงพุงบางคนดูไม่อ้วน

ไขมันส่วนเกินจะสะสมในเซลล์ไขมันที่กระจายอยู่ทั่วตัว แหล่งสำคัญคือใต้ผิวหนัง และที่อื่นบ้างได้แก่ ในช่องท้อง ที่เยื่อหุ้มไต ที่เยื่อหุ้มหัวใจ ไขมันส่วนเกินที่ล้นมากหรือมีปัจจัยจากไซโตไคนส์หรือปัจจัยอื่นมาเสริม จะไปสะสมนอกเซลล์ไขมันคือ ในเซลล์ชนิดอื่นๆ เช่น ตับ กล้ามเนื้อ เซลล์ไฟโบรบล้าส เนื้อเยื่ออื่นๆ เป็นการสะสมไขมันผิดที่ (ectopic fat) เกิดเป็นโรคขึ้น เช่น ไขมันพอกตับ ไขมันแทรกในกล้ามเนื้อแขนขา ไขมันแทรกในผนังหลอดเลือด ไขมันแทรกในกล้ามเนื้อหัวใจ เซลล์ไขมันที่สะสมไขมันมากเกินและเซลล์สะสมไขมันผิดที่เป็นเซลล์ผิดปกติ เป็นเซลล์ที่ดื้อต่อฮอร์โมนอินซูลิน เซลล์ไม่สามารถนำน้ำตาลในเลือดไปใช้เป็นพลังงานได้ตามที่ควร และจะปลดปล่อยกรดไขมันอิสระ (free fatty acid), ไซโตไคนส์ และเคมีอื่นๆ ออกมากระตุ้นระบบภูมิคุ้มกันที่มีอยู่เดิม (innate immune system) เป็นขั้นตอนต่อเนื่องหลายชั้นในลักษณะการอักเสบเรื้อรังไม่รุนแรง (chronic low-grade inflammation)

บริเวณที่มีการอักเสบเรื้อรังไม่รุนแรงจะมีเซลล์ภูมิคุ้มกันหลายชนิด เช่น มาโครฟาก์ซ (macrophages) มาส์ทเซลล์ (mast cells) และ ที-เซลล์ทำลายล้าง (Natural Killer T-Cells) มาแทรกกระจายอยู่ มีการเปลี่ยนแปลงสัดส่วนของ CD8 : CD4 T Cells ซึ่งทำหน้าที่ช่วยต่อสู้เชื้อโรค แสดงว่าอ้วน/อ้วนลงพุงทำให้ระบบภูมิคุ้มกันเปลี่ยนแปลงไป

“อ้วนและ/หรืออ้วนลงพุง” เรียกได้ว่าเป็นกระจกส่องตัวให้รู้ว่าในอนาคตจะมีโรคเรื้อรังตามมา ที่รู้จักทั่วไปคือกลุ่มโรค NCDs อาจจะเริ่ม 1 โรค และเพิ่มมากขึ้นอีกทีละ 1 โรค หรือ 2 โรค แล้วแต่ปัจจัยที่มี และอีกปัญหาหนึ่งที่สำคัญคือระบบการป้องกันตัวเองไม่สมบูรณ์หรือมีภูมิคุ้มกันต่ำ 

เชื่อว่าทุกคนเคยได้ยินข้อมูลที่กระทรวงสาธารณสุขประกาศเป็นประจำทุกปี เชิญชวนให้คนไทยฉีดวัคซีนป้องกันโรคไข้หวัดใหญ่ ในช่วงก่อนที่จะมีการระบาดของโรค โดยระบุว่าขอให้คนในกลุ่มเสี่ยงทุกคนไปรับการฉีดวัคซีนที่สถานพยาบาลใกล้เคียงโดยไม่เสียค่าใช้จ่าย

กลุ่มเสี่ยงหมายถึง ผู้สูงอายุ หญิงมีครรภ์ กลุ่มผู้ป่วยโรคเรื้อรังซึ่งรวม โรคหัวใจ หลอดเลือดสมอง เบาหวาน ปอดเรื้อรัง มะเร็ง อ้วน และกลุ่มบุคลากรการแพทย์-สาธารณสุขที่ปฏิบัติงานประจำ บุคคลเหล่านี้มีระบบป้องกันตัวเองไม่สมบูรณ์หรือมีภูมิคุ้มกันต่ำ หรือเป็นกลุ่มเสี่ยง

ขณะที่มีการระบาดของ COVID-19 ไปทั่วโลก พบว่าผู้ที่มีอาการรุนแรงและกลุ่มที่เสียชีวิต คือบุคคลในกลุ่มที่กล่าวถึงข้างต้น (ไม่รวมหญิงมีครรภ์)

รายงานจากองค์การอนามัยโลกและประเทศอิตาลีมีข้อมูลยืนยันชัดเจนว่า “คนอ้วน” เป็นกลุ่มที่พบมากที่สุด (Sorbello M, et al. The Italian coronavirus disease 2019 outbreak: recommendations from clinical practice. Anaesthesia 2020 doi:10.1111/anae.15049)

ดังนั้นภาวะวิกฤตจาก COVID-19 ระบาดทั่วโลก ยืนยันอีกครั้งว่าการมีสุขภาพร่างกายแข็งแรงเป็นภูมิคุ้มกันที่ดี  ไม่ให้การติดเชื้อมีความรุนแรงมากเกินหรือเสียชีวิต

เรียบเรียงโดย ศ.เกียรติคุณ พญ.วรรณี นิธิยานันท์
 


บทความนี้เป็นส่วนหนึ่งของแคมเปญ #ไทยฟิตติดบ้าน ต้านโควิด
เครือข่ายคนไทยไร้พุง ราชวิทยาลัยอายุรแพทย์แห่งประเทศไทย

การนอนหลับให้เพียงพอ เจริญสติ-สมาธิ ช่วยลดโอกาสปอดอักเสบรุนแรงและการตายจากโควิด 19 ได้อย่างไร

การระบาดทั่วโลกของโควิด 19 ทำให้ชาวโลก ชาวไทยตื่นตระหนก กลัวติดเชื้อ กลัวป่วย กลัวตาย กันถ้วนหน้า ซึ่งเป็นผลจากการติดเชื้อที่แพร่ง่าย ติดง่าย การไม่มีการรักษาที่ได้ผลดี การป้องกันก็ได้ผลไม่เต็มร้อย และมีการป่วย ตายกัน เพิ่มทุกวันทั่วโลก คำว่า “ป่วยเพิ่ม ตายพุ่ง” ที่ได้ฟัง ได้เห็นข่าวอยู่ทุกวัน ทำให้เกิด ความเครียด ความกลัว ความกังวล จากโรคระบาดใหม่ที่อยู่รอบตัวเรา ซึ่งนอกจากทำให้ขาดสติ คิด พูด ทำในสิ่งที่เบียดเบียนตนเองและผุ้อื่น (เช่น แย่งกันซื้อหน้ากากอนามัย ตุนเสบียงอาหารจนเกินเหตุ เกิดเหตุทะเลาะวิวาทกันด้วยความตื่นตระหนก เป็นต้น) ยังมีผลทำให้ภูมิคุ้มกัน ภูมิต้านทานโรคของเราอ่อนแอ ต่ำลง เพราะความคิดฟุ้งซ่าน กังวล จนนอนไม่หลับ คุณภาพการนอนต่ำ ฝันร้าย ล้วนส่งผลให้การอักเสบในร่างกายเพิ่มขึ้น เซลภูมิคุ้มกันในร่างกายลดลง อ่อนแอลง 

การศึกษาหลายการศึกษาเกี่ยวกับโควิด 19 แสดงให้เห็นว่า กลุ่มเสี่ยงโรคโควิด 19 (เช่น อายุมาก ความดันฯสูง เบาหวาน อ้วน โรคหัวใจ มะเร็ง) เป็นปัจจัยให้เกิด “ความเครียดเรื้อรัง” และการนอนหลับที่ไม่เพียงพอทั้งปริมาณ(เช่น อดนอน นอนน้อยกว่า 4 ชั่วโมง/วัน)และคุณภาพ(เช่น นอนกรนหยุดหายใจขณะนอนหลับ) (ซึ่งเป็นผลจาก “ความเครียดเฉียบพลัน” จากความกลัว ความกังวล เซ็ง-ซึมเศร้าด้วย) ส่งผลให้ เพิ่มการอักเสบ(CRP, IL-6) ลดภูมิต้านทานโรค(ลดเซลภูมิคุ้มกัน CD4) ซึ่งสัมพันธ์กับ การเกิดปอดอักเสบเฉียบพลันและการตายจากโรคโควิด 19 เพิ่มขึ้น ทำให้ ป่วยหนัก-ตายมากขึ้น

การเจริญ สติ-สมาธิ(Mindfulness-meditation) ได้รับการศึกษามากมายแสดงให้เห็นว่า ช่วยเพิ่มทั้งปริมาณและคุณภาพการนอนหลับ และลดการอักเสบ เพิ่มเซลภูมิคุ้มกันโรค(ต้านโรค) ได้เป็นอย่างดี น่าจะส่งผลให้ลดความรุนแรงและการตายจากโรคโควิด 19 ที่กำลังระบาดในปัจจุบัน

การเจริญ ทำให้มากซึ่ง อานาปานสติสมาธิ ตามคำสอนของพระพุทธเจ้า อานาปานะ หมายถึง ลมหายใจเข้า-ออก สติ หมายถึง การรู้ว่ามี สมาธิ หมายถึง ใจที่ตั้งมั่นอยู่กับลมหายใจฯ เมื่อหายใจเข้า-ออกยาว ก็รู้ว่า เราหายใจเข้า-ออกยาว เมื่อหายใจเข้า-ออกสั้น ก็รู้ว่าหายใจเข้า-ออกสั้น ในขณะที่นั่งขัดสมาธิ ตั้งกายให้ตรง อยู่ในเรือนว่าง(อยู่คนเดียว) หรือในป่าหรือใต้ต้นไม้ ไม่คิดอดีต ไม่กังวลอนาคต(หยุดคิด) ไม่รู้สึกพอใจ ไม่พอใจ อะไร(ไม่ยินดี ยินร้าย เพ่งเฉยอยู่ได้) จนเกิดความรู้สึก บันเทิงใจ อิ่มเอิบใจ สงบกาย-สงบใจ ความสุข และ ใจตั้งมั่นอยู่กับลมหายใจฯ เป็นสมาธิสุขที่เกิดในปัจจุบัน และช่วยให้หลับสบาย ยิ่งถ้าได้แผ่เมตตา(ส่งความปรารถนาดีให้กับสรรพสิ่งรอบกายเรา) ด้วยใจที่สงบสุขนี้ ก็จะเกิดผลให้ หลับเป็นสุข ตื่นเป็นสุข ไม่ฝันร้าย ตื่นเช้าด้วยความสดชื่น ไม่งัวเงีย ไม่ปวดหัวเวียนหัว ภูมิคุ้มกัน ภูมิต้านทานโรคก็พลอยดีขึ้นด้วย   

นอกจากการนั่งเจริญอานาปานสติสมาธิแล้ว การสวดคำสอนของพระพุทธเจ้า หรือ สัชฌายะ(สาธยาย หรือ สวดธรรม) การให้ทาน ด้วยใจที่ไม่มีความตระหนี่ การรักษาศีลห้า เดินจงกรม แล้วเกิดความบันเทิงใจ อิ่มเอิบใจ สงบกาย-ใจ ความสุข ก็นำมาสู่สมาธิ ใจที่ตั้งมั่นได้ ส่งผลให้สร้างภูมิคุ้มกันที่ดีได้

(ท่านที่สนใจฝึกเจริญ อานาปานสติสมาธิ รบกวนส่ง e-mail address มาที่ [email protected]   แจ้ง LIND ID ของท่านทางอีเมล์ เพื่อเชิญเข้าร่วมกลุ่มไลน์: อานาปานสติ ซึ่งจะมีกิจกรรม อานาปานสติ เป็นประจำทุกสัปดาห์) 

สมเกียรติ แสงวัฒนาโรจน์ พบ.    


บทความนี้เป็นส่วนหนึ่งของแคมเปญ #ไทยฟิตติดบ้าน ต้านโควิด
เครือข่ายคนไทยไร้พุง ราชวิทยาลัยอายุรแพทย์แห่งประเทศไทย

อาคารเฉลิมพระบารมี 50 ปี ชั้น 7 เลขที่ 2
ซอยศูนย์วิจัย ถนนเพชรบุรีตัดใหม่ ห้วยขวาง บางกะปิ กรุงเทพฯ 10130
แผนที่Tel: 02-716-6744 ต่อ 25
©2021 RAIPOONG.COM | ALL RIGHT RESERVED.
linkedin facebook pinterest youtube rss twitter instagram facebook-blank rss-blank linkedin-blank pinterest youtube twitter instagram